เจาะลึก Synbiotics กับคุณประโยชน์จัดเต็ม

Synbiotics ประกอบด้วย Probiotics และ Prebiotics มีหน้าที่เพื่อเพิ่มอัตราการอยู่รอดของ Probiotics ให้ประโยชน์แก่สุขภาพด้วยการเติม Prebiotics ลงไปเพื่อให้ Probiotics ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ภายในทางเดินอาหารให้เหมาะสม ปรับสมดุลให้ลำไส้ใหญ่ ก่อให้เกิดผลดีต่อร่างกาย

Probiotics คือ เป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ที่พบได้ตามส่วนต่างๆ ในร่างกาย เมื่อมีอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานปกติ เพราะหากขาดจุลินทรีย์เหล่านี้ร่างกายเราจะเสี่ยงต่อสภาวะ การอักเสบต่างๆ การติดเชื้อ หรือแม้กระทั่งภูมิคุ้มกันที่ลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความเสื่อมของร่างกาย และความแก่ชราอย่างรวดเร็ว

PREBIOTIC คือ เป็นอาหารที่ร่างกายไม่สามารถย่อยและดูดซึมได้แต่จะถูกย่อยด้วยจุลินทรีย์ในร่างกาย กระตุ้นการทำงานและส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ดีในร่างกาย ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง จึงพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำโปรไบโอติกส์มาใช้ เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์สำหรับผิวเพื่อปรับสมดุลจุลินทรีย์ดีที่ผิว และสารอาหารและแหล่งพลังงานแก่แบคทีเรียดีที่อยู่ในผิว แล้วขจัดแบคทีเรียไม่ดีให้หมดไป สามารถใช้ได้โดย เฉพาะคนที่มีปัญหาสิวและผื่นแพ้ง่าย เพราะนอก จะช่วยดูแลผิวหน้าให้สะอาดไร้แบคที่เรียไม่ดีแล้ว ยังให้ความชุ่มชื้นอีกด้วย

ประโยชน์ของ Synbiotics

1.ช่วยปรับระดับความชุ่มชื้นของผิวให้สมดุล
2.ลดความเครียดในเซลล์ผิว ซึ่งก่อให้เกิดการ อักเสบของผิวหนัง
3.ปรับสมดุลค่าพีเอช (pH)
4.เสริมความแข็งแรงของผิวชั้นนอกให้แข็งแรง
5.สามารถยับยั้งแบคทีเรีย P.acnes สาเหตุที่ก่อ ให้เกิดสิว
6.ปกป้องมลภาวะ ลดความไวจากรังสี UV
7.เพิ่มความยืดหยุ่นของผิวและช่วยลดเลือนริ้วรอย
8.เพื่อผิวเรียบเนียน กระจ่างใส

หากท่านใตต้องการสร้างแบรนด์หรือสั่งผลิต ผลิตภัณฑ์คุณภาพผสานนวัตกรรมและสารสกัดจากธรรมชาติเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพ บริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น เราคือผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสรรสร้างผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง อาหารเสริม และยาแผนโบราณ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้ง มาตรฐาน LEED อาคารสีเขียว เป็นบริษัทแห่งแรกและแห่งเดียวที่สามารถควบคุมคุณภาพตั้งแต่การเพาะปลูก ผลิต จนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ด้านการวิจัยและพัฒนาระดับมืออาชีพ  เพียงคุณนำความฝันของคุณมาหาเรา เราพร้อมสร้างแบรนด์ให้คุณได้อย่างมีคุณภาพ และประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน


Superfruits นวัตกรรมชะลอวัย คืนความอ่อนวัยขั้นสุด

ซุปเปอร์ฟรุ้ต (Superfruits) คือ สุดยอดผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ได้แก่ ผลไม้ที่มีส่วนประกอบของสารโพลีฟีนอลกลุ่มฟลาโวนอยด์ เช่น แซนโทน แอนโทไซยานิน เป็นต้น สารสำคัญเหล่านี้บางครั้งอยู่ในเปลือก เนื้อ หรือเม็ดในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นเทคโนโลยีในการสกัดสารสำคัญเหล่านี้ออกมาในปริมาณที่มากที่สุด และยังคงสภาพการออกฤทธิ์ไว้เหมือนเดิมโดยไม่เสียคุณค่า

Superfruits สามารถนำมาเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงระดับพรีเมี่ยมได้หลากหลาย อาทิเช่น เซรั่ม ครีม โลชั่น ยาสระผม คลีนซิ่ง ฯลฯ

Super Fruits สามารถนำมาเป็นสารสกัดชั้นเยี่ยมที่ผสมผสานกับนวัตกรรมการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคุณภาพ พร้อมส่งเสริมสุขภาพของคุณให้ดียิ่งขึ้น สามารถช่วยให้คุณมีอายุที่ยืนยาวขึ้นและยังป้องกันการเกิดโรคต่างๆอีกมากมาย

ทำไมต้อง Superfruits

1.คืนชีพผิวให้กระจ่างใส กลับมาเปล่งปลั่งอีกครั้งด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย
2.การต่อต้านอนุมูลอิสระ สามารถชะลอการเกิดริ้วรอยได้
3.รักษาอาการคันและอักเสบบริเวณผิวหนัง
4.อุดมด้วยวิตามินซีสูงช่วยผลัดเซลล์ผิวให้กระจ่างใส
5.ลดปัญหาผิวมากมายไม่ว่าจะเป็นสิว ริ้วรอย กระชับรูขุมขน จุดด่างดำ เป็นต้น
6.กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว

Superfruits ได้แก่พืชผักผลไม้ เช่น ขิง ฟักทอง ทับทิม แตงโม เป็นต้น แอปเปิ้ล แคนตาลูป องุ่น มังคุด แตงโม กล้วย กีวี แก้วมังกร ส้ม ส้มโอ สับปะรด อะโวคาโด มะเขือเทศ ฟักทอง มะละกอ รวมถึง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น อาซาอิเบอร์รี่ แบลคเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ มากิเบอร์รี่ โกจิเบอรี่ สตรอว์เบอร์รี่ อะเซโรลาเชอร์รี่ โช้คเบอร์รี่ และเชอร์รี่

หากท่านใตต้องการสร้างแบรนด์หรือสั่งผลิต ผลิตภัณฑ์คุณภาพผสานนวัตกรรมและสารสกัดจากธรรมชาติเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพ บริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น เราคือผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสรรสร้างผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง อาหารเสริม และยาแผนโบราณ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้ง มาตรฐาน LEED อาคารสีเขียว เป็นบริษัทแห่งแรกและแห่งเดียวที่สามารถควบคุมคุณภาพตั้งแต่การเพาะปลูก ผลิต จนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ด้านการวิจัยและพัฒนาระดับมืออาชีพ  เพียงคุณนำความฝันของคุณมาหาเรา เราพร้อมสร้างแบรนด์ให้คุณได้อย่างมีคุณภาพ และประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน


 

สเต็มเซลล์ข้าว ปลุกกระแสนวัตกรรมข้าวไทย

สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น ผุดสเต็มเซลล์-สารสกัดโปรตีน-สารชำระล้างจากข้าว สร้างมูลค่าเพิ่มข้าวสารจาก กก.ละ 30 สู่ 30,000 บาท ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 400 ล้านบาท ด้านนักวิชาการ-พาณิชย์ชี้ช่องตลาดนวัตกรรมข้าวสร้างรายได้ปีละ 1 หมื่นล้าน
รศ.ดร.พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จำกัด ผู้วิจัยและพัฒนาสารสกัดสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและเวชภัณฑ์จากข้าว ซึ่งได้รับรางวัล Agri Plus Award เปิดเผยว่า บริษัทได้วิจัยพัฒนาโปรตีนสกัดจากข้าว หรือ rice peptides ช่วยลดริ้วรอย กระตุ้นการเกิดผม และสเต็มเซลล์จากข้าวชื่อ Ricallas ซึ่งเป็นสเต็มเซลล์จากพืชชนิดแรกจากเดิมที่ในทางการแพทย์ทั่วไปมีการผลิตสเต็มเซลล์จากสัตว์ซึ่งมักก่อให้เกิดการแพ้ สเต็มเซลล์ข้าวนี้มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางแอนติเอจจิ้ง และกระตุ้นการงอกของผม สามารถจำหน่ายได้ในราคา กก.ละ 30,000-40,000 บาท สร้างมูลค่าเพิ่มจากเดิมที่ขายข้าวสารราคา กก.ละ 30-50 บาท

ก่อนหน้านี้บริษัทมีการพัฒนาและจดสิทธิบัตรนวัตกรรมจากข้าว RICCOSIDE ซึ่งเป็นสารชำระล้างที่ได้จากการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตจากข้าวมาเป็นน้ำตาล และนำมาทำปฏิกิริยากับน้ำมันมะพร้าว สารดังกล่าวสามารถใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตแชมพู สบู่ น้ำยาล้างขนตาจากพืชทดแทนสารเคมี และสารให้ความชุ่มชื้น (MoistuRice) ช่วยทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น กก.ละ 300-400 บาท

“ในเมล็ดข้าวมีโปรตีนเป็นส่วนประกอบประมาณ 2% ซึ่งเราทดลองสกัดเปปไทด์จากข้าว สามารถเพิ่มมูลค่าจากที่เคยขายข้าวได้ กก.ละ 30-50 บาท หากนำสารสกัดโปรตีนนี้ไปใช้ผลิตอาหารเสริม เครื่องสำอาง ขายได้เพิ่มเป็น กก.ละ 30,000-40,000 บาท ขณะที่ส่วนประกอบอีก 98% ของเมล็ดข้าวเป็นคาร์โบไฮเดรต เรานำมาย่อยเป็นน้ำตาลและทำปฏิกิริยากับน้ำมันมะพร้าว พัฒนาเป็นสารชะล้าง ใช้ผสมในแชมพู น้ำยาล้างขนตา แทนการใช้สารเคมี ขายได้ กก.ละ 300-400 บาท และอยู่ระหว่างพัฒนาทำสเต็มเซลล์จากข้าว ได้ลดริ้วรอยได้ดี และยังช่วยลดอาการแพ้ต่าง ๆ จากสเต็มเซลล์จากสัตว์ ซึ่งหากสามารถพัฒนาต่อยอดก็จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าข้าวได้มากขึ้น”

ที่มา : prachachat.net

หากท่านใตต้องการสร้างแบรนด์หรือสั่งผลิต ผลิตภัณฑ์คุณภาพผสานนวัตกรรมและสารสกัดจากธรรมชาติเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพ บริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น เราคือผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสรรสร้างผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง อาหารเสริม และยาแผนโบราณ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้ง มาตรฐาน LEED อาคารสีเขียว เป็นบริษัทแห่งแรกและแห่งเดียวที่สามารถควบคุมคุณภาพตั้งแต่การเพาะปลูก ผลิต จนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ด้านการวิจัยและพัฒนาระดับมืออาชีพ  เพียงคุณนำความฝันของคุณมาหาเรา เราพร้อมสร้างแบรนด์ให้คุณได้อย่างมีคุณภาพ และประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน


4 ความเชื่อจริงเกี่ยวกับความสวยความงาม

พูดถึงเรื่องความเชื่อแล้ว หลายๆ คนคงเคยได้ยินความเชื่อเกี่ยวกับความสวยความงามในแบบต่างๆ มีทั้งเรื่องจริงและไม่จริง วันนี้ SI มี 4 ความเชื่อที่เป็นจริง มาฝากกันค่ะ จะเป็นยังไงบ้างนั้นไปดูกันนะคะ

1. การใช้โทนเนอร์เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับทุกสภาพผิว
โทนเนอร์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อคนที่มีผิวมันและใช้เพื่อป้องกันสิว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนถึงคิดว่าถ้าไม่ได้มีผิวมัน โทนเนอร์ก็ไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็น อย่างไรก็ตาม มีโทนเนอร์ที่ผลิตออกมาเพื่อทุกสภาพผิว เพียงแต่คุณต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับผิวของตัวเอง

หากคุณต้องการผลัดเซลล์ผิวหรือมีผิวมัน ให้คุณใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของกรดซาลิซิลิก กรดไกลโคลิก หรือกรด แลคติก สำหรับคนที่ผิวระคายเคือง ให้คุณใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของคาโมมายล์ แตงกวา หรือวิตามินอี หากคุณต้องการเพิ่มความชุ่มชื้น ให้คุณใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของกลีเซอรีน กรดไฮยาลูรอนิก และน้ำกุหลาบ หากต้องการลดจุดด่างดำ การใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซีสามารถช่วยได้

2.ยาสีฟันสามารถช่วยกำจัดสิวได้
สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และไตรโคซานในยาสีฟันสามารถช่วยให้สิวแห้ง เพราะยาสีฟันมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ดังนั้นมันจึงช่วยป้องกันไม่ให้สิวขึ้น ถึงกระนั้นก็ตาม ส่วนผสมในยาสีฟันไม่ได้มีประสิทธิผลมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้รักษาสิวโดยเฉพาะ ด้วยความที่ยาสีฟันมีฤทธิ์ทำให้แห้ง มันจึงสามารถทำให้ผิวที่ไวต่อการกระตุ้นระคายเคือง ทำให้ผิวแดง และตกสะเก็ด หากคุณสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ ให้คุณเปลี่ยนยาสีฟันหรือเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์อื่น

3.นอนโดยไม่ล้างเมคอัพทำให้เกิดสิวหัวดำ
ในตอนกลางคืน ผิวของคุณจะมีการซ่อมแซมตัวเอง และกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วเพื่อให้เซลล์ใหม่มาทดแทน หากผิวของคุณปกคลุมไปด้วยเครื่องสำอาง รูขุมขนก็จะอุดตันและไปขัดขวางกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ดังนั้นถ้าไม่อยากให้สิวชนิดต่างๆ มาเยี่ยมเยือน คุณก็ควรทำความสะอาดใบหน้าให้หมดจดทุกครั้งก่อนเข้านอน

4.การแว็กซ์ช่วยให้มีขนน้อยลง
การแว็กซ์ขนมีประสิทธิผลมากกว่าการโกนเพราะมันช่วยกำจัดเส้นขนจนถึงราก ซึ่งหมายความว่าขนจะใช้เวลางอกขึ้นมาใหม่นานขึ้น แม้ว่ามันไม่ได้หยุดการงอกของเส้นขนโดยสิ้นเชิง แต่การแว็กซ์ขนเป็นประจำสามารถช่วยยืดเวลาให้ผิวของคุณไร้ขนได้นานขึ้น เพราะมันทำให้เส้นขนอ่อนแอลงและทำให้รูขุมขนเสียหาย

5.ผิวคุ้นชินกับสกินแคร์เมื่อเวลาผ่านไป
ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องสวยๆ งามๆ บางเรื่องอาจเป็นความจริงแค่ครึ่งเดียว และสิ่งที่เราจะกล่าวหลังจากนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ ทั้งนี้ผิวของคุณจะเริ่มคุ้นชินกับสกินแคร์โดยขึ้นอยู่กับส่วนผสมโดยเฉพาะวิตามินเอ แต่ไม่เกิดขึ้นกับส่วนผสมอื่นๆ อย่างสารแอนตี้ออกซิเด้นท์ มอยส์เจอไรเซอร์ และเปปไทด์ อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ความงามบางชนิดอาจให้ประโยชน์ที่คงที่เพราะมันไปถึงจุดที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผิวได้อีกต่อไป ในกรณีนี้คุณอาจต้องลองเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่

ที่มา : www.honestdocs.co

หากท่านใตต้องการสร้างแบรนด์หรือสั่งผลิต ผลิตภัณฑ์คุณภาพผสานนวัตกรรมและสารสกัดจากธรรมชาติเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพ บริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น เราคือผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสรรสร้างผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง อาหารเสริม และยาแผนโบราณ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้ง มาตรฐาน LEED อาคารสีเขียว เป็นบริษัทแห่งแรกและแห่งเดียวที่สามารถควบคุมคุณภาพตั้งแต่การเพาะปลูก ผลิต จนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ด้านการวิจัยและพัฒนาระดับมืออาชีพ  เพียงคุณนำความฝันของคุณมาหาเรา เราพร้อมสร้างแบรนด์ให้คุณได้อย่างมีคุณภาพ และประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน


สารสกัดสมุนไพรเพื่อผิวสวยสตรอง

เชื่อว่าผิวสวยสตรอง ใครๆ ก็ต้องอยากมีและยิ่งมาจากธรรมชาติด้วยแล้ว สาวๆ ไม่ควรพลาด วันนี้ SI พาทุกคนไปทำความรู้จักสมุนไพร “สีเหลืองและสีส้ม” สารสกัดสายสตรองกันอย่างลึกซึ้ง เพราะนอกจากจะช่วยบำรุงร่างกายแล้ว เรื่องผิวพรรณก็ไม่แพ้กัน จะมีอะไรบ้างนั้นตามไปดูกันเลยค่ะ

อย่างที่รู้กันว่าพวกผักและผลไม้ต่างๆ อุดมไปด้วยสารอาหารผิวและวิตามินมากมาย ที่เป็นตัวช่วยเด็ดในการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง และช่วยต้านอนุมูลอิสระทำให้ผิวพรรณของเราสตรอง สดใส เปล่งปลั่งจากภายใน ซึ่งเราต้องขอบอกเลยนะคะว่าพืชพรรณ ผัก ผลไม้หลากหลายชนิดที่มีสีสันต่างกัน ก็มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายและดีต่อผิวแตกต่างกันไป

อย่างพวกพืชสีเหลืองและสีส้ม ที่เราหยิบมาแนะนำคุณสาวๆ กันวันนี้ ก็จะอุดมไปด้วยวิตามินซี และแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ที่เป็นสารสีเหลืองและสีส้มที่เจอได้ในผักผลไม้ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่บ่อยๆ อย่างมะละกอ ฟักทอง แครอท สับปะรด มะม่วง ฯลฯ ซึ่งเจ้าสารแคโรทีนอยด์ นอกจากจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของสาวๆ อย่างเรา พร้อมบำรุงสายตาได้แล้ว ยังมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันผิวเสื่อมสภาพ และช่วยปกป้องผิวของเราไม่ให้ถูกทำร้ายจากรังสี UV ที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวหมองคล้ำและอ่อนแอลงไปนั่นเองค่ะ

มะละกอ

มีวิตามิน A, C และเอนไซม์ ที่ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวชั้นบน ช่วยทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดลอกออกไป ลดความหยาบกร้านของผิว และช่วยเผยผิวขาวกระจ่างใสกว่าเก่า

น้ำผึ้ง (ผลผลิตจากดอกไม้)

อุดมไปด้วยสารอาหารผิวหลายชนิด ที่มีส่วนช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิว กักเก็บความชุ่มชื้นได้ยาวนาน ช่วยให้ผิวยืดหยุ่น และยังสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย เลยช่วยลดการอักเสบและผื่นแดงบนผิวได้

ขมิ้นชัน

มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย สร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวของเราแข็งแรงแบบสุขภาพดี ที่สำคัญยังช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV พร้อมปรับสีผิวให้ดูสว่างขึ้นได้

ฟักทอง

อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงเซลล์ผิวให้มีความแข็งแรง ช่วยปกป้องผิวจากแสงยูวีไม่ให้เข้ามาทำร้ายผิว และป้องกัน ไม่ให้คอลลาเจนใต้ชั้นผิวถูกทำลาย

สับปะรด

มีวิตามินซีในปริมาณสูงมาก รวมถึงแร่ธาตุอื่นๆ ที่มีสรรพคุณดีต่อผิวพรรณ ช่วยบำรุงผิวให้ขาวกระจ่างใสขึ้น และช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ที่มา : khaosod.co.th

หากท่านใตต้องการสร้างแบรนด์หรือสั่งผลิต ผลิตภัณฑ์คุณภาพผสานนวัตกรรมและสารสกัดจากธรรมชาติเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพ บริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น เราคือผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสรรสร้างผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง อาหารเสริม และยาแผนโบราณ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้ง มาตรฐาน LEED อาคารสีเขียว เป็นบริษัทแห่งแรกและแห่งเดียวที่สามารถควบคุมคุณภาพตั้งแต่การเพาะปลูก ผลิต จนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ด้านการวิจัยและพัฒนาระดับมืออาชีพ  เพียงคุณนำความฝันของคุณมาหาเรา เราพร้อมสร้างแบรนด์ให้คุณได้อย่างมีคุณภาพ และประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน


หน้าฝนแล้วทำไม? ผิวขาดน้ำ

ก็ฝนออกจะตกชุ่มฉ่ำขนาดนี้ ความชื้นในอากาศก็มีอย่างเต็มเปี่ยมแต่ผิวก็ยังจะแห้งและขาดน้ำได้ ผิวขาดน้ำมีหลายแบบ ทั้งผิวแห้งและขาดน้ำ กับผิวมันที่ขาดน้ำแยกกันไม่ยากแต่ก็มีสาเหตุคล้ายกันคือมาจากอาการขาดน้ำของผิว เมื่อผิวมีความชุ่มชื่นน้อยก็จะแห้งเป็นธรรมดา แต่การตอบสนองของแต่ละคนจะต่างกันออกไป สำหรับคนที่มีผิวมันง่ายผิวจะตอบสนองด้วยการผลิตน้ำมันมาเคลือบผิวเพิ่มมากกว่าปกติเป็นการปรับสมดุลผิวหน้า

อาการผิวขาดน้ำ
สังเกตได้ง่าย ว่าผิวจะมีความแห้ง ผิวตึงโดยเฉพาะหลังอาบน้ำหรือหลังออกแดด บางคนผิวเป็นขุย มีอาการผิวแห้ง-ผิวมันสลับกันได้อย่างรวดเร็ว ผิวหน้าดูอิดโรยไม่สดใส แต่งหน้าไม่ติด เครื่องสำอางหลุดง่าย สำหรับบางคนที่ผิวขาดน้ำมากๆ จะเกิดอาการแพ้ เป็นผื่นแดง ผิวอักเสบ เพราะโครงสร้างของผิวขาดความยืดหยุ่นลงไป

วิธีการแก้ปัญหาผิวขาดน้ำ

1. การล้างหน้า ในฤดูฝนนี้ควรใส่ใจเป็นพิเศษเพราะฝุ่นละอองเกาะติดผิดได้ง่าย เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่สะอาดหมดจดและไม่ทำให้ผิวแห้งหลังล้างหน้า

2. ใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ที่เติมน้ำให้ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ ใช้ครีมบำรุงตามสภาพผิวแห้ง – ผิวมัน เพื่อควบคุมความมันของผิวหน้า หากผิวแห้งมากควรเพิ่มผลิตภัณฑ์ประเภท Hydration เติมความชุ่มชื่นให้ผิวเพิ่มอีกอย่าง Pan Dermacare Hydrating gel เจลเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวหน้าอย่างล้ำลึก ซึมซาบเข้าสู่ผิวอย่างรวดเร็ว ช่วยเติมเต็มโครงสร้างผิวที่อ่อนแอให้แข็งแรงขึ้น อ่อนโยนต่อทุกสภาพผิวแม้ผิวแพ้ง่าย

3. ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ ในฤดูฝนและฤดูหนาวคนมักจะละเลยการดื่มน้ำเพราะอากาศที่เย็น นี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ผิวแห้งกร้านได้ อย่าลืมดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อผิวจะได้สวยอย่างที่ใจต้องการ

4. ระวังความเปียกชื้น หากต้องตากฝนก็ควรทำความสะอาดร่างกายทันทีที่มีโอกาส ไม่ควรปล่อยให้เส้นผม หมวก หรือเสื้อผ้าที่อับชื้นอยู่บนผิวและใบหน้าเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้ ผื่นแพ้ และโรคที่เกิดจากความอับชื้นได้ง่าย

เรื่องอาการผิวขาดน้ำเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่เชื่อเถอะว่าถ้าแก้ไขได้จะมีความสุขกับผิวที่อิ่มเอิบอย่างแน่นอน

ที่มา : pandermacare.com

หากท่านใตต้องการสร้างแบรนด์หรือสั่งผลิต ผลิตภัณฑ์คุณภาพผสานนวัตกรรมและสารสกัดจากธรรมชาติเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพ บริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น เราคือผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสรรสร้างผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง อาหารเสริม และยาแผนโบราณ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้ง มาตรฐาน LEED อาคารสีเขียว เป็นบริษัทแห่งแรกและแห่งเดียวที่สามารถควบคุมคุณภาพตั้งแต่การเพาะปลูก ผลิต จนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ด้านการวิจัยและพัฒนาระดับมืออาชีพ  เพียงคุณนำความฝันของคุณมาหาเรา เราพร้อมสร้างแบรนด์ให้คุณได้อย่างมีคุณภาพ และประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน


3 สิ่งต้องทำ! ถ้าไม่อยากหน้าแก่ก่อนวัยอันควร

ธรรมชาติสร้างมนุษย์มาพร้อมกับความสวยงาม โดยเฉพาะผู้หญิง เรื่องความสวยความงามจึงเป็นเรื่องคู่กัน แม้อายุยังน้อย ริ้วรอย ร่องลึก หรือความหมองคล้ำยังไม่ค่อยมีมาให้เห็น แต่ก็ละเลยไม่ได้เช่นกัน วันนี้ SI มีเคล็ดไม่ลับฉบับสาววัย 20-30 มาฝากกันค่ะ บำรุงก่อนได้เปรียบนะคะ

1. เลือกเครื่องสำอางให้เป็น
– Baby Sun Block กันแดดควรปกป้องผิวหนังจากรังสีของดวงอาทิตย์ SPF 25-30
– MAKE UP รองพื้น ควรใช้ Blemish Balm หรือ BB เพราะจะบางเบากว่า Foundation แป้งฝุ่น ใช้ในการเริ่มการแต่งหน้า เพื่อที่จะเซตครีม เซตบีบี ให้เข้าที่ นอกจากนี้ ควรมีแป้งพัพติดตัวไว้สำหรับเติมระหว่างวัน
– การล้าง Make Up ควรใช้ Cleansing Milk หรือ Cleansing Oil แล้ว ล้างออกด้วยโฟมอ่อน หรือเจลล้างหน้าสูตรอ่อนโยนเพื่อล้างเมคอัพออกให้หมด

2. บำรุงให้ถูกวิธี
ในช่วงวัยนี้ Natural Moisturizer Factor ยังสมบูรณ์ จึงไม่ต้องบำรุงมาก แนะนำว่าควรดื่มน้ำมาก ๆ ในแต่ละวัน เพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น การเลือก บำรุงผิวควรเลือกสารที่ให้ความชุ่มชื่นคือ NaPCA เป็นหลัก ซึ่งจะลดการระคายเคือง ได้เป็นอย่างดี ไม่ก่อให้เกิดสิว และอาจต้องเสริมไวตามินต่างๆ ในการบำรุงที่มีสารช่วยลดการตึงของผิว สิ่งที่ต้องมองเพิ่มเติมคือ ควรมี Hyaluronic อยู่ในส่วนผสม เพื่อทำให้ผิวชุ่มชื่นอุ้มน้ำเปล่งปลั่งตามธรรมชาติ นอกจากนี้ควรมีสเปรย์ฉีดผิวหน้าเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า ทำให้เครื่องสำอางติดทนนาน สามารถฉีดระหว่างวันได้เพื่อเติมความสดชื่น ให้หน้ากระชับ

3. สิ่งที่ควรระวัง
ช่วงวัยนี้เริ่มมีการแต่งหน้าเพิ่มมากขึ้น ควรทดสอบเครื่องสำอางก่อนใช้ และควรทำความสะอาดอุปกรณ์แต่งหน้าของเราอยู่เสมอ เพื่อป้องกันแบคทีเรียและฝุ่นละออง
Tip : การเลือกเครื่องสำอางที่ถูกต้องให้ดูที่ฉลาก ให้เลือกคำว่า Non Comedogenic, Sensitive Skin, Demartology Test การทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง Opthamologist Test การทดสอบโดยแพทย์ทางตา Lanolin Free ปราศจากสารลาโนลิน, Alcohol Free ปราศจากสารแอลกอฮอล์, Fragrance Free ปราศจากกลิ่นหอม, และอย่างสุดท้าย Comedone Free ไม่ก่อให้เกิดขึ้นสิว

ที่มา: paolophahol.com

หากท่านใตต้องการสร้างแบรนด์หรือสั่งผลิต ผลิตภัณฑ์คุณภาพผสานนวัตกรรมและสารสกัดจากธรรมชาติเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพ บริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น เราคือผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสรรสร้างผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง อาหารเสริม และยาแผนโบราณ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้ง มาตรฐาน LEED อาคารสีเขียว เป็นบริษัทแห่งแรกและแห่งเดียวที่สามารถควบคุมคุณภาพตั้งแต่การเพาะปลูก ผลิต จนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ด้านการวิจัยและพัฒนาระดับมืออาชีพ  เพียงคุณนำความฝันของคุณมาหาเรา เราพร้อมสร้างแบรนด์ให้คุณได้อย่างมีคุณภาพ และประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน


5 เหตุผล ทำไมต้องใช้ Hand cream

ผิวมือเป็นส่วนที่หลายคนมักจะละเลย ทั้งที่สำคัญไม่แพ้ผิวหน้าและผิวกาย อีกทั้งผิวมือยังฟ้องอายุได้ชัดเจนอีกต่างหาก ลองคิดดูสิคะ ถ้าใบหน้าดูอ่อนเยาว์ แต่ผิวมือดูแห้งเหี่ยวหยาบกร้าน ก็คงไม่น่ามองแน่ๆ SI ขอยกเอาเหตุผล ที่จะบอกว่าทำไมคุณควรใช้ แฮนด์ครีม เป็นประจำมาฝาก

แฮนด์ครีม ทาแฮนด์ครีมเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้ผิวมือชุ่มชื้น และดูอ่อนเยาว์มากขึ้นด้วยถ้าลองสังเกตดู ผิวหลังมือนั้นจะบางกว่าผิวฝ่ามือ และขาดความชุ่มชื้นได้ง่ายกว่า การทาโลชั่นธรรมดาอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ผิวหลังมือชุ่มชื้นได้เพียงพอ ยิ่งมือของเราสัมผัสกับมลภาวะ แบคทีเรีย และสารเคมีต่างๆ มากมาย ยิ่งทำให้ผิวมือแห้งกร้านได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

1. ทำให้ผิวมืออ่อนนุ่มและชุ่มชื้น
ประโยชน์ข้อแรกของแฮนด์ครีมที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็คือช่วยทำผิวชุ่มชื้น และผิวมือนุ่มเนียนขึ้น น้ำมันในแฮนด์ครีมจะช่วยช่วยเติมความชุ่มชื้นบนผิวมือที่สูญเสียไป และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดผิวแห้งในอนาคตด้วย

2. ปลอบประโลมผิวที่ถูกทำลาย
แฮนด์ครีมหลายตัวมีส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น สมุนไพร หรือน้ำมันหอมระเหยต่างๆ ที่จะช่วยเยียวยาและฟื้นฟูผิว และยิ่งมีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากธรรมชาติที่หอมติดผิว ยิ่งทำให้แฮนด์ครีมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

3. ผ่อนคลายความเครียด เหมือนได้ทำโฮมสปา
การทาแฮนด์ครีมและนวดมือเป็นประจำทุกวัน เป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง ยิ่งถ้าคุณสามารถกดจุดที่ฝ่ามือได้ ยิ่งจะทำให้ผ่อนคลาย ลองหลับตาและนวดมือด้วยแฮนด์ครีมจนกว่าครีมจะซึมซาบลงสู่ผิวได้หมด จะช่วยทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้มากเลยทีเดียว

4. แฮนด์ครีมดีต่อเล็บ
ส่วนผสมในแฮนด์ครีมจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้หนังรอบเล็บและจมูกเล็บ อีกทั้งการทาแฮนด์ครีมเป็นประจำ จะช่วยบำรุงให้เล็บแข็งแรงและมีสุขภาพดีขึ้นด้วย

5. แฮนด์ครีมมีประโยชน์มากกว่าที่คิด
นอกจากจะช่วยบำรุงผิวมือแล้ว แฮนด์ครีมยังช่วยดูแลเส้นผมได้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อผมชี้ฟูไม่ได้ดั่งใจ ลองถูแฮนด์ครีมลงบนฝ่ามือ แล้วลูบไล้ลงบนเส้นผม ก็จะทำให้ผมเรียบลื่นขึ้นได้

ทางที่ดีที่สุดควรพกแฮนด์ครีมติดกระเป๋าไว้ทุกวัน เมื่อรู้สึกว่ามือแห้งเมื่อไหร่ ก็หยิบขึ้นมาทาเมื่อนั้น และที่สำคัญ ควรเลือกแฮนด์ครีมที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดด เพื่อทำให้ผิวมือไม่หมองคล้ำจากการสัมผัสกับแสงแดด

นอกจากนี้จึงควรเลือกแฮนด์ครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินอี น้ำมันหอมระเหย กลีเซอรีน เอเอชเอ และเชียร์บัตเตอร์ เพื่อช่วยต้านอนุมูลอิสระ และทำให้ผิวมือชุ่มชื้น น่าสัมผัสยิ่งขึ้น

ที่มา: hellomagazine.com

หากท่านใตต้องการสร้างแบรนด์หรือสั่งผลิต ผลิตภัณฑ์คุณภาพผสานนวัตกรรมและสารสกัดจากธรรมชาติเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพ บริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น เราคือผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสรรสร้างผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง อาหารเสริม และยาแผนโบราณ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้ง มาตรฐาน LEED อาคารสีเขียว เป็นบริษัทแห่งแรกและแห่งเดียวที่สามารถควบคุมคุณภาพตั้งแต่การเพาะปลูก ผลิต จนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ด้านการวิจัยและพัฒนาระดับมืออาชีพ  เพียงคุณนำความฝันของคุณมาหาเรา เราพร้อมสร้างแบรนด์ให้คุณได้อย่างมีคุณภาพ และประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน


เคล็ดไม่ลับ การแต่งหน้าสำหรับมือใหม่หัดแต่ง

“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” สุภาษิตที่ยังสามารถใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย
วันนี้เรามีเคล็ดไม่ลับการเมคอัพสำหรับมือใหม่หัดแต่ง ที่จะช่วยให้คุณหยิบจับเครื่องสำอางและใช้มันแต่งหน้าได้อย่างสนุกและมั่นใจมากยิ่งขึ้น

1. ทำความรู้จักกับผิวตัวเอง  สิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณแต่งหน้าออกมาได้ประสบความสำเร็จ (ออกมาสวยและดูดีนั่นเอง) ก็คือต้องรู้จักกับสภาพผิวของตัวเองเสียก่อน รู้ว่าผิวของคุณเป็นแบบไหนแห้ง หรือมัน มีจุดด่างดำเยอะแค่ไหน ต้องการปกปิดมากเท่าไหร่ แพ้ง่ายหรือเปล่า สีผิวเฉดอะไร ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกเครื่องสำอางได้ถูกต้องและเหมาะกับผิว รวมทั้งรู้วิธีการบำรุงผิวที่เหมาะสมกับตัวเองด้วย

2. บำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น เลือกบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์สูตรที่เหมาะสมกับสภาพผิวของคุณ ไม่ว่าจะเป็นผิวมัน ผิวแห้ง ผิวผสม หรือว่าผิวแพ้ง่าย

3. ไพร์เมอร์ เมื่อบำรุงผิวแล้วขั้นตอนต่อมาก็เป็นการใช้ไพรม์เมอร์ ซึ่งจะช่วยให้เครื่องสำอางที่จะแต่งลงไปหลังจากนี้ติดทนนาน สีสดไม่ลบเลือน ทำให้ใบหน้าของคุณดูสดใสได้ตลอดทั้งวัน

4. เลือกเฉดสีที่พอดีกับผิว เมื่อได้ทำความรู้จักกับสภาพผิวและสีผิวของตัวเองไปเป็นอย่างดีแล้ว คราวนี้ก็มาถึงขั้นตอนของการเลือกซื้อและเลือกใช้เครื่องสำอาง โดยเฉพาะส่วนของรองพื้น คุณควรเลือกสีที่พอดีกับสีผิวจริง ๆ ของคุณ เพราะมันจะได้แนบเนียนสนิทเป็นธรรมชาติ ไม่ทำให้เห็นความต่างระหว่างผิวส่วนที่ทารองพื้นกับผิวเปลือย

5. คอนั้นสำคัญไฉน หากไม่อยากให้ใครเดินเข้ามาทักว่าใช้รองพื้นเบอร์อะไร หน้าขาวลอยออกมาเชียว! ก็อย่าลืมเกลี่ยรองพื้นไม่ว่าจะเป็นเนื้อฝุ่นหรือว่าเนื้อครีมลงไปยังลำคอของคุณด้วย คราวนี้สีผิวจะได้สม่ำเสมอเรียบเนียน ไม่ต้องกลัวคนทักให้อายอีกแล้ว

6. เนื้อฝุ่น กับ เนื้อครีม อย่างไหนดีกว่ากัน สาวๆ มือใหม่คงจะสับสนว่าควรเลือกใช้รองพื้นและบลัชแบบไหนดี เพราะปัจจุบันมีทั้งแบบเนื้อฝุ่นและเนื้อครีมให้เลือกใช้ คำตอบก็คือไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรดีกว่ากัน อยู่ที่คุณได้ลองแล้วถนัดใช้แบบไหนมากกว่านั่นเอง

7. บรอนเซอร์ นักเมคอัพมือใหม่อาจรู้สึกว่าการใช้บรอนเซอร์แต่งหน้าแล้วทำให้หน้าดูน่ากลัว ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะคุณหนักมือกับมันมากเกินไป สำหรับคนที่ยังหัดแต่งหน้าอยู่ ให้ลองใช้บรอนเซอร์เพียงเล็กน้อยปัดเบา ๆ ที่หน้าผาก โหนกแก้ม และสันจมูก รับรองว่าจะทำให้ใบหน้าดูมีมิติมากขึ้น และยังได้ผิวที่ดูบ่มแดดเล็ก ๆ ด้วย

8. บลัชออน ดูเหมือนจะเป็นเครื่องสำอางชิ้นแรก ๆ ที่สาวหัดเมคอัพส่วนใหญ่มีในครอบครอง จงจำเอาไว้ว่าให้เลือกบลัชที่เข้ากันได้ดีกับสีผิวของคุณ และปัดแค่พอระเรื่อเท่านั้น อย่าหนักมือปัดจนแก้มแดงเถือกเป็นอันขาด

9. มาสคาร่า ไม่มีสูตรตายตัวสำหรับการเลือกใช้มาสคาร่า คุณสามารถเลือกลองได้หลาย ๆ ยี่ห้อจนกว่าจะพบแบบที่พอใจ จำไว้แต่หลักการเลือกเพียงว่า ขนตาสั้นให้เลือกแบบเพิ่มความยาว แต่ถ้าขนตาบางให้เลือกแบบเพิ่มความหนา และอย่าลืมเลือกแบบที่กันน้ำได้ด้วยนะคะ

10. อายไลน์เนอร์ นี่เป็นเมคอัพไอเท็มอีกหนึ่งชิ้นที่จะเปลี่ยนลุคของคุณได้ง่าย ๆ และเหมาะกับสาวตาตี่ เพราะจะทำให้ตาดู “ตื่น” และสดใส ลองกรีดอายไลน์เนอร์หลาย ๆ แบบ ทั้งตวัดขึ้นแบบ cat eye ลากตรง ๆ หากไม่ตวัด หรือลากหนา ๆ ให้ตาดูดำเข้ม ฯลฯ แล้วคุณจะได้พบตัวเองในลุคที่หลากหลาย เก็บเป็นแรงบันดาลใจได้ในการแต่งหน้าสำหรับโอกาสต่าง ๆ

11. เขียนคิ้ว แค่จัดคิ้วให้ได้รูปทรงก็ทำให้ดวงตาของคุณดูสดใสขึ้นได้มากแล้ว สาวคิ้วบางจะใช้ที่เขียนคิ้วแบบดินสอหรือแบบเนื้อฝุ่นเพื่อเติมความคมเข้มให้คิ้วก็ได้ ส่วนสาวคิ้วหนาลองกันคิ้วออกบ้างให้ได้รูปสวย เท่านี้ใบหน้าและดวงตาก็ดูสดใสขึ้นเยอะแล้ว

12. ลิปสติก เพื่อเลือกลิปสติกสีที่ใช่สำหรับตัวคุณ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ลองทาและดูว่าสีไหนที่ขับผิวให้คุณดูเปล่งปลั่ง ทำให้ริมฝีปากคุณดูอิ่มเอิบมากที่สุด

13. ลิปกลอส ถ้าคุณรู้สึกไม่ถูกใจสีสันสด ๆ และจัดจ้านจากลิปสติกแล้วล่ะก็ การใช้ลิปกลอสน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า มันให้ประกายของสีเคลือบฉาบที่เรียวปากพร้อมกับความแวววาวที่ทำให้ริมฝีปากดูอวบอิ่ม

14. ลิปไลน์เนอร์ ลิปไลน์เนอร์อาจไม่ใช่ไอเท็มแต่งหน้าที่จำเป็นต้องมี แต่มันก็เป็นตัวช่วยที่ดีที่จะทำให้ริมฝีปากบาง ที่จะช่วยทำให้ดูหนาขึ้นด้วยการเขียนขอบปากให้เห็นชัดเจน และยังช่วยเรื่องป้องกันลิปสติกเปรอะเลอะออกนอกขอบปากได้ดีอีกด้วย

15. ชิมเมอร์ ประกายแวววาวของชิมเมอร์ไม่ว่าจะจากบลัช อายแชโดว์ หรือว่าลิปกลอส ช่วยให้ผิวส่วนนั้นดูวาววิบวับ เลือกใช้ชิมเมอร์บาง ๆ สำหรับแต่งหน้าตอนกลางวัน และชิมเมอร์จัดสำหรับการแต่งหน้าไปงานกลางคืน นอกจากนี้ให้แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางที่มีชิมเมอร์แค่คราวละส่วนของใบหน้าเท่านั้น หากใส่ชิมเมอร์เข้าไปทั้งที่แก้ม ตา ปาก ฯลฯ พร้อม ๆ กัน หน้าของคุณคงจะดูตลกเกินไป

16. ฟินิชชิ่ง พาวเดอร์ ในขณะที่ไพรม์เมอร์ช่วยให้เครื่องสำอางบนใบหน้าติดทน การใช้ ฟินิชชิ่ง พาวเดอร์ ปัดทับทั่วใบหน้าหลังแต่งหน้าเสร็จ ก็เป็นเหมือนการรับประกันอีกชั้นหนึ่งว่าเครื่องสำอางที่แต่งไว้จะไม่ลบเลือนไปได้ง่าย ๆ แน่นอน ทั้งยังช่วยเรื่องดูดซับความมันได้เป็นอย่างดี

เคล็ดลับทั้งหมดเหล่านี้เป็นคำแนะนำที่ดีสำหรับนักแต่งหน้ามือใหม่ แต่ถ้าอยากจะรู้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณคืออะไร ก็ต้องได้ทดลองแต่งหน้าตัวเองในหลาย ๆ แบบดูนะคะ

ที่มา : prthai.com

หากท่านใตต้องการสร้างแบรนด์หรือสั่งผลิต ผลิตภัณฑ์คุณภาพผสานนวัตกรรมและสารสกัดจากธรรมชาติเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพ บริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น เราคือผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสรรสร้างผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง อาหารเสริม และยาแผนโบราณ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้ง มาตรฐาน LEED อาคารสีเขียว เป็นบริษัทแห่งแรกและแห่งเดียวที่สามารถควบคุมคุณภาพตั้งแต่การเพาะปลูก ผลิต จนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ด้านการวิจัยและพัฒนาระดับมืออาชีพ  เพียงคุณนำความฝันของคุณมาหาเรา เราพร้อมสร้างแบรนด์ให้คุณได้อย่างมีคุณภาพ และประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน


10 สุดยอดสมุนไพรช่วยแก้ปัญหาผิวพรรณ

ถ้าคุณเป็นอีกคนที่ผิวบอบบางและแพ้ง่าย หมายถึงผิวที่หย่อนคล้อย บอบบางและสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของสีผิว มีลักษณะเป็นสีขาวด่าง แดง หรือน้ำตาลเทาถึงผิวบริเวณผิวหนังและอาการอาจรวมถึงผื่นแดงและอาการคันที่รุนแรง ปัญหาผิวประเภทนี้มักเกิดขึ้นที่หน้าอก ใบหน้าและขา

สาเหตุที่อยู่เบื้องหลังผิวรอยแดงอาจเป็นได้หลายอย่าง มันสามารถเกิดจากโรคผิวหนังเช่น โรซาเซีย rosacea, กลาก, โรคสะเก็ดเงิน โรคขนคุดและอื่น ๆ นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากสภาพอากาศที่รุนแรง เช่น เย็นเกินไปหรือแห้งเกินไป

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดผิวหยาบกร้านบนใบหน้า อาการนี้เรียกว่า melasma หรือ chloasma หรือชื่อภาษาไทย คือ ฝ้าที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีนั่นเอง

ผิวคล้ำหรือรอยแดงอาจเกิดขึ้นได้หลังจากที่ผิวของคุณได้รับบาดเจ็บ เช่น การเผาไหม้หรือการบาดเจ็บ สภาพผิว เช่น ผื่นแพ้ ปฏิกิริยาหรือสิว ; และการติดเชื้อ เช่น เกลื้อน พยาธิตัวกลม หรือกลากเกลื้อน ความเครียดที่มากเกินไปสารระคายเคืองต่อสิ่งแวดล้อมและปัจจัยทางพันธุกรรมอาจทำให้เกิดปัญหาผิวประเภทนี้ได้

โดยไม่คำนึงถึงว่าทำไมมันเกิดขึ้นที่ผิวหนังมีรอยสีซีดจางสามารถทำให้ไม่สงบที่จะมองและทำให้คุณปรากฏแก่กว่าคุณจริงๆ ผู้ที่ประสบปัญหานี้พร้อมที่จะดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อกำจัดปัญหานี้

คุณสามารถเลือกใช้วิธีการรักษาที่บ้านได้หากสาเหตุของปัญหาผิวหนังไม่รุนแรง อย่างไรก็ตามสำหรับสาเหตุที่ร้ายแรงขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อให้การรักษาที่เหมาะสม

1. ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาอาการผิวที่ไม่สม่ำเสมอ และปัญหาผิวต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผิวที่ถูกทำร้ายจากการถูกแดดเผา คุณสมบัติต้านการอักเสบสามารถลดอาการอักเสบผิวหนังแดงและบวมที่เกิดจากผิวหนังไหม้ได้

นอกจากนี้คุณสมบัติให้ความความชุ่มชื้นของเจลว่านหางจระเข้สามารถช่วยให้ผิวชุ่มชื้นซึ่งจะช่วยบรรเทา และรักษาผิวของคุณและคืนค่าสีผิวที่แข็งแรงและแม้กระทั่งฟื้นฟูให้ผิวขาวกระจ่างใส

วิธีใช้: ปอกเปลือกว่านหางจระเข้ และนำเจลว่านหางจระเข้ ใส่ชามบดด้วยส้อม
ใช้เจลว่านหางจรเข้ทาลงบนผิวที่หยาบกร้านของคุณโดยใช้มอ ค่อยๆนวด
ทิ้งไว้บนผิวของคุณอย่างน้อย 20 ถึง 30 นาที
สุดท้ายล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ปฏิบัติเช่นนี้ 2 – 3 ครั้งต่อวันจนกว่าคุณจะมีผิวที่กระจ่างใสและดูมีสุขภาพดี


2. ข้าวโอ๊ต

อีกหนึ่งวิธีง่ายๆในการรักษาสภาพผิวไม่สม่ำเสมอคือ การใช้ข้าวโอ๊ต ข้าวโอ๊ตเป็นสารให้ความชุ่มชื้นที่ดีที่ช่วยบำรุงผิวที่แห้งมากซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดผิวหยาบกร้าน นอกจากนี้ข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยจัดการกับผื่นแดงและอาการคัน สามารถใช้ข้าวโอ๊ตเพื่อกำจัดผิวที่หยาบกร้าน คุณสามารถใช้ทรีทเมนต์ต่อไปนี้ 3 หรือ 4 ครั้งต่อสัปดาห์:

วิธีที่ 1 : เติมข้าวโอ๊ตบด 2 ช้อนโต๊ะและเพิ่มน้ำอุ่น 2-3 ช้อนโต๊ะ (หรือน้ำมะเขือเทศ) และน้ำผึ้ง ½ ช้อนชา ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
ใช้ส่วนผสมนี้ทาลงบนผิวที่หยาบกร้านของคุณ ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วนวดเบาๆบนผิวโดยใช้นิ้วที่ชื้นนวดเบาๆ ทิ้งไว้ 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น
วิธีที่ 2 : เติมน้ำในอ่างด้วยน้ำอุ่น เติมข้าวโอ๊ตลงในอ่างน้ำ แล้วใส่แป้งข้าวโอ๊ต 1 ½ ถ้วยลงไป คนส่วนผสมให้เข้ากัน แช่ตัวลงในน้ำประมาณ 15 ถึง 20 นาที แล้วอาบน้ำ ชำระล้างร่างกายด้วยสบู่สูตรนม อ่อนโยนต่อผิว
วิธีที่ 3 : เติมข้าวโอ๊ต 2 ช้อนโต๊ะ นมสด ½ ถ้วย น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันดีและปล่อยให้เย็นลง ทาส่วนผสมบนผิวบริเวณที่ได้รับผลกระทบประมาณ 20 นาทีก่อนล้างออก


3. น้ำมันมะพร้าว

กรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวทำให้น้ำมันนี้มีความชุ่มชื้นที่ดีสำหรับผิวแห้งซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการผิวหยาบกร้านไม่สม่ำเสมอ ช่วยให้ผิวชุ่มชื่น ในเวลาเดียวกันก็มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและต้านเชื้อแบคทีเรียช่วยลดรอยแดงและอักเสบ

วิธีใช้: ถูน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ระหว่างฝ่ามือของคุณ ใช้น้ำมันอุ่น ๆ ลงบนผิวหยาบของคุณ ถูเบา ๆ ประมาณ 5 ถึง 10 นาที ปล่อยทิ้งไว้ให้น้ำมันซึมลึกสู่ผิวปฏิบัติเช่นนี้ 2 หรือ 3 ครั้งต่อวัน
หรือเลือกใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 2 ช้อนโต๊ะและน้ำตาลและน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมส่วนผสมให้เข้ากัน และทาลงบนผิวที่หยาบกร้าน  ทิ้งไว้ให้ซึมลึกสู่ผิว ปฏิบัติเช่นนี้เป็นเวลา 2 สัปดาห์


4. โยเกิร์ต

โยเกิร์ตทำงานได้ดีบนผิวที่หยาบกร้านโดยเฉพาะเมื่อเกิดจากแสงแดด โยเกิร์ตช่วยลดจุดด่างอายุ ผิวคล้ำเสียจากแสงแดด และผิวที่ถูกทำร้ายจากแสงแดด

ประกอบด้วยกรดแลคติกซึ่งมักใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ออกแบบมาเพื่อรักษาผิวหยาบและแห้ง กรดแลคติคทำงานเป็นสารขัดผิวเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วซึ่งอาจเป็นสาเหตุเบื้องหลังผิวที่หยาบกร้าน โยเกิร์ตยังมีฤทธิ์ในการทำความเย็นกับผิวซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผิวหนังที่ถูกแดดเผา

วิธีที่ 1 : ทาโยเกิร์ตลงบนผิวที่หยาบกร้านของคุณ ทิ้งไวให้ซึมลึกสู่ผิวประมาณ 20 ถึง 30 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำซ้ำทุกวัน
วิธีที่ 2 : ผสมโยเกิร์ตธรรมดา 1 ช้อนโต๊ะ และผงขมิ้น 1 ช้อนชา ผสมส่วนผสมให้เข้ากัน ทั่วบริเวณผิวที่ได้รับผลกระทบ ปล่อยให้นั่งประมาณ 20 ถึง 30 นาทีหรือจนกว่าจะแห้ง ล้างด้วยน้ำอุ่นและลูบไล้ให้แห้ง ใช้วิธีนี้ 3 หรือ 4 ครั้งต่อสัปดาห์


5. ชาเขียว

การดื่มชาเขียวทุกวันมีคุณประโยชน์ตอสุขภาพมากมาย ชาเขียวยังเหมาะสำหรับการลดผิวบวมเนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระและคุณสมบัติต้านการอักเสบในนั้น ชาเขียวช่วยขจัดความหมองคล้ำและอาการบวมที่ทำให้รู้สึกไม่สบายผิว

วิธีใช้: แช่ถุงชาเขียวไว้ในถ้วยน้ำอุ่นประมาณ 10 นาที และนำถุงชาออก
เติมแป้งข้าวเจ้าลงในน้ำชาและผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว
ทาลงบนใบหน้าและผิวที่หยาบกร้าน
ทิ้งไว้บนผิวของคุณประมาณ 15 ถึง 20 นาทีก่อนล้างออกด้วยน้ำอุ่น
ทำซ้ำ 2 หรือ 3 ครั้งต่อสัปดาห์
พร้อมกับการใช้มาร์คหน้าชาเขียวนี้กับผิวของคุณ ควรดื่มชาเขียวควบคู่ไปด้วย


6. เบคกิ้งโซดา

บางครั้งในการรักษาผิวที่หยาบกร้าน ควรหมั่นขัดและสครับผิวอย่างอ่อนโยน เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายไป สำหรับการขัดผิวอ่อนโยนส่วนผสมในครัวที่ดีที่สุดคือเบคกิ้งโซดา เบคกิ้งโซดาช่วยลดรูขุมขนอุดตันและทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึกเพื่อให้ผิวมีสุขภาพดี

วิธีใช้: ผสมเบคกิ้งโซดากับน้ำเล็กน้อยเพื่อให้ได้เนื้อครีม
ทาลงบนผิวหยาบกร้านของคุณ ทั้งลำตัวและใบหน้า
นวดผิวเบา ๆ สักครู่ด้วยปลายนิ้วของคุณ
ล้างออกด้วยน้ำอุ่นและเช็ดให้แห้งด้วยผ้านุ่มๆ
ทามอยส์เจอไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้น
ทำซ้ำทุกๆ 2 ถึง 3 วันจนกว่าคุณจะกำจัดผิวที่หยาบกร้านของคุณ


7. น้ำมันวิตามิน E

วิตามิน E ช่วยในการรักษาสีผิวที่ไม่เรียบเนียน ไม่สม่ำเสมอและรอยคล้ำ บนเกือบทุกส่วนของร่างกาย น้ำมันวิตามิน E เป็นสารต้านอนุมูลอิสระวิตามิน E สามารถลดความเสียหายที่เกิดจากรังสียูวีที่รุนแรงของดวงอาทิตย์ได้ น้ำมันวิตามิน E มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวของคุณชุ่มชื้นซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาผิวแห้ง

วิธีใช้: สารสกัดจากแคปซูลวิตามินE  1 หรือ 2 แคปซูล ใส่น้ำมันละหุ่งลงไป 1 ช้อนชาและผสมให้เข้ากัน ใช้ส่วนผสมบนผิวที่ได้รับผลกระทบก่อนเข้านอนปล่อยทิ้งไว้ค้างคืนและล้างออกในเช้าวันรุ่งขึ้น ใช้วิธีการรักษาแบบนี้ทุกวันจนกว่าโทนสีผิวจะมีสุขภาพดีและสม่ำเสมอ
นอกจากนี้คุณยังสามารถนวดน้ำมันวิตามิน E ลงบนผิวหนังที่ได้รับผลกระทบได้เป็นเวลา 10 ถึง 15 นาทีวันละ 2 ครั้ง ทำเช่นนี้เป็นเวลา2-3 สัปดาห์เพื่อปรับสภาพสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอของคุณ


8. น้ำกุหลาบ

คุณสามารถใช้น้ำดอกกุหลาบเพื่อลดอาการผื่นแดงที่ผิวหนัง ช่วยบรรเทาผิวและลดรอยแดงเนื่องจากคุณสมบัติต้านการอักเสบ นอกจากนี้น้ำดอกกุหลาบจะช่วยรักษาผิวแม้กระทั่งการปรับสีผิวและสร้างเซลล์ผิวใหม่หลังจากที่ผลัดเซลผิวที่ตายแล้ว

วิธีใช้: ใส่น้ำกุหลาบเล็กน้อยลงบนสำลีและทาลงบนผิวที่หยาบกร้าน
ทิ้งไว้ประมาณ 15 ถึง 20 นาทีแล้วล้างหน้า
ทำแบบนี้ทุกวันทุกสัปดาห์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ


9. น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งถือเป็นหนึ่งในสารให้ความชุ่มชื่นตามธรรมชาติที่ดีที่สุดที่เต็มไปด้วยคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงวของคุณและจัดการกับอาการผิวแห้งและไม่เรียบเนียน นอกจากคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้น สารต้านอนุมูลอิสระแล้ว น้ำผึ้งยังมีคุณสมบัติต้านการอักเสบอีกด้วย ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น นอกจากนี้น้ำผึ้งยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยเพิ่มสุขภาพผิวของคุณ ให้แข็งแรงดูมีสุขภาพดี

วิธีใช้: ทาน้ำผึ้งดิบทั่วบริเวณผิวที่ได้รับผลกระทบ ปล่อยทิ้งไว้ 10 นาทีก่อนอาบน้ำ ทำซ้ำทุกวัน
อีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้น้ำผึ้ง ขี้ผึ้งและน้ำมันมะกอก ละลายขี้ผึ้งในไมโครเวฟหรือหม้อต้ม ด้วยไฟอ่อนๆ จากนั้นให้ผสมน้ำผึ้งและน้ำมันมะกอกและปล่อยให้เย็น ใช้ส่วนผสมนี้ทั่วบริเวณที่ได้รับผลกระทบและทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีก่อนอาบน้ำ ทำซ้ำทุกวัน ๆ


10. แตงกวา

แตงกวามีคุณสมบัติของความสดชื่นและความเย็น ช่วยรักษาผิวที่หยาบกร้านและแห้งได้ดีเนื่องจากช่วยให้ผิวของคุณควบคุมการผลิตเมลานิน แตงกวามีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ช่วยลดการอักเสบของผิว พวกเขายังอุดมไปด้วยวิตามิน C ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผิวและการชะลอความชรา นอกจากนี้กรด pantothenic ในแตงกวายังช่วยให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นกักเก็บน้ำไว้ได้อีกด้วย

วิธีใช้: ผสมปริมาณแตงกวาและน้ำมะนาวให้เท่ากัน
ใช้ทาลงบนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบประมาณ 20 ถึง 30 นาที
ล้างออกด้วยน้ำเย็น ทำซ้ำวันละครั้ง

ที่มา : beautyclubthailand.com

หากท่านใตต้องการสร้างแบรนด์หรือสั่งผลิต ผลิตภัณฑ์คุณภาพผสานนวัตกรรมและสารสกัดจากธรรมชาติเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพ บริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น เราคือผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสรรสร้างผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง อาหารเสริม และยาแผนโบราณ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้ง มาตรฐาน LEED อาคารสีเขียว เป็นบริษัทแห่งแรกและแห่งเดียวที่สามารถควบคุมคุณภาพตั้งแต่การเพาะปลูก ผลิต จนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ด้านการวิจัยและพัฒนาระดับมืออาชีพ  เพียงคุณนำความฝันของคุณมาหาเรา เราพร้อมสร้างแบรนด์ให้คุณได้อย่างมีคุณภาพ และประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน